วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
มะละกอ
Carica papaya L.
| อาณาจักร | Plantae |
| ส่วน | Magnoliophyta |
| ชั้น | Magnoliopsida |
| อันดับ | Brassicales |
| วงศ์ | Caricaceae |
| สกุล | Carica |
| สปีชีส์ | C. papaya |
มะละกอ (อังกฤษ: Papaya, คำเมือง: ᨠᩖ᩠ᩅ᩠᩶ᨿᨴᩮ᩠ᩈ) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้
เนื้อหา[ซ่อน] |
[แก้] ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้[แก้] ประโยชน์
นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้- สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
| สารอาหาร | ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม |
| โปรตีน | 0.5 กรัม |
| ไขมัน | 0.1 กรัม |
| แคลเซียม | 24 มิลลิกรัม |
| ฟอสฟอรัส | 22 มิลลิกรัม |
| เหล็ก | 0.6 มิลลิกรัม |
| โซเดียม | 4 มิลลิกรัม |
| ไทอะมีน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไรโบฟลาวิน | 0.04 มิลลิกรัม |
| ไนอะซิน | 0.4 มิลลิกรัม |
| กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) | 70 มิลลิกรัม |
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้
[แก้] อ้างอิง
- ข้อมูลจาก http://www.philippineherbalmedicine.org/papaya.htm
- ข้อมูลจาก http://yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_10.html
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- Fruits of Warm Climates: Papaya and Related Species
- California Rare Fruit Growers: Papaya Fruit Facts.
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD&oldid=3630453".
การแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์นี้มีความจำเป็นจะต้องละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเลือกชนิดของผักและผลไม้ เช่น การใช้มะละกอ แกะสลักเป็นตัวปลา ควรเลือกมะละกอพันธุ์โกโก้นำมาแกะสลักเป็นตัวปลา เพราะมีช่องว่างภายในผลกว้าง ความแน่นของเนื้อน้อยกว่าพันธุ์แขกดำ ที่เหมาะสำหรับนำมาแกะสลักเป็นดอกไม้ต่าง ๆ เพราะพันธุ์นี้มีเนื้อแน่นช่องว่างภายในแคบ เมล็ดน้อยเหมาะที่จะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม (ชลลดา, 2542 : 324)
หลักการแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์
หลักการแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์ก็คล้าย ๆ กับการแกะสลักผักและผลไม้เป็นใบไม้และดอกที่กล่าวมาแล้วในครั้งที่ 3 และ 4 โดยมีลำดับขั้นดังต่อไปนี้
1. เลือกผักหรือผลไม้ที่จะนำมาแกะสลักเป็นตัวสัตว์ให้เหมาะสมกับตัวสัตว์ที่จะแกะ ตามวิธีการเลือกผักและผลไม้เพื่อการแกะสลัก
2. ล้างผักหรือผลไม้ให้สะอาดปอกเปลือกเพียงบาง ๆ เพื่อไม่ให้เสียเนื้อของผักและผลไม้ในส่วนที่จะแกะสลัก
3. ร่างรูปสัตว์ที่จะทำการแกะสลักให้มีรายละเอียดที่จำเป็นให้ครบถ้วน
4. ฉลุให้เป็นตัวสัตว์โดยเกลาให้เกลี้ยง เซาะร่องต่าง ๆ ตามลวดลายที่ร่างไว้ให้ครบถ้วน
เครื่องมือ และอุปกรณ์
1. มีดแกะสลัก 1 เล่ม
2. มีดบาง 1 เล่ม
3. ภาชนะสำหรับใส่น้ำ
4. ถาด
5. กล่องหรือถุงพลาสติกสำหรับใส่ชิ้นงานที่แกะสลัก
6. ผ้าเช็ดมือ
วัสดุ
1. แครอทหัวใหญ่ ๆ 1 หัว
2. หัวผักกาดขาว 1 หัว
3. มันฝรั่งหัวใหญ่ 1 หัว
5.1 การแกะสลักเป็นหัวแครอทเป็นปลาทอง
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักหัวแครอทเป็นปลาทอง
1. ตัดหัวแครอทจากขั้วยาวประมาณ 4 นิ้ว ปอกเปลือกและเกลาให้เกลี้ยง
2. เซาะร่องแบ่งระหว่างลำตัวกับหางส่วนลำตัวประมาณ 1 ? นิ้ว ส่วนหาง 2 ? นิ้ว แต่งครีบหลังปลา
3. เกลาลำตัวปลาให้เป็นรูปอ้วนกลม
4. แต่งส่วนหัวและปาก คว้านส่วนเนื้ออยู่ในปากออก
5. มีดแกะสลักเซาะหางให้เป็นริ้ว ๆ กรีดและคว้านเนื้อส่วนหางออก เพื่อให้ดูบางเบา
6. มีดแกะสลัก เซาะตามลำตัวให้ดูเหมือนเกล็ดปลา
7. แต่งครีบหลังให้เป็นริ้ว ๆ
8. ตัดแครอทเป็นชิ้นกลม ๆ แล้วหาเมล็ดพืชมาติดเป็นตา
5.2 การแกะสลักหัวผัดกาดขาวเป็นนกกระยาง
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักหัวผัดกาดขาวเป็นนกกระยาง
1. เลือกหัวผักกาดที่มีผลโค้ง เพื่อจะได้แต่งให้เข้ากับรูปร่างนก
2. แต่งส่วนลำคอ และส่วนหาง
3. เกลาลำคอ ลำตัว
4. เจาะด้านข้างท้งซ้ายขวา เพื่อไว้ใส่ปีก
5. การวางปีกอยู่ที่ความต้องการว่าจะวางรูปแบบอย่างไร
6. แต่งปากนกด้วยพริก และตาด้วยเมล็ดพืช
5.3 การแกะสลักมันฝรั่งเป็นนก
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักมันฝรั่งเป็นนก
1. ล้างมันฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกบาง ๆ แบ่งมันฝรั่งตามความยาวออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ตัว และหาง
2. บากตรงส่วนคอ และหางให้ยาวแบนเกลา ส่วนคอไปหาลำตัวจนถึงหาง
3. ตกแต่งหัว ลำตัว และปีกให้ได้รูปทรงก่อน
4. แต่งลำตัว ปีก โดยใช้มีดปาดเซาะใต้ปีกให้เด่นขึ้น
5. ใช้มีดแกะสลักเซาะเป็นร่องปีก เริ่มแกะลายดอกข่า หรือดอกรักเร่ลงบนตัวนก เริ่มจากหลังนกก่อน
6. ตกแต่งปากด้วยพริกชี้ฟ้าแดง หรือใช้แครอทฝานบาง ๆ ส่วนตาใช้เมล็ดมะละกอหรือเข็มหมุดสีแดงก็ได้

ตัวอย่าง
มะม่วงวิจิตร
วัสดุ มะม่วงดิบ 1 ลูก
อุปกรณ์ 1) มีดแกะสลัก 1 เล่ม
2) มีดปลายแหลม 1 เล่ม
วิธีทำ
1. ล้างมะม่วงให้สะอาด ใช้มีดแกะสลักกรีดตรงขั้ว แบ่งเป็น 5 กลีบ
2. ทำใบระหว่างกลีบโดยใช้มีดแกะสลักเซาะเป็นร่องลึกรอบผล
3. ปอกเปลือกมะม่วงที่เหลือออกให้หมด 4. ทำกลีบดอกให้รอบใบ โดยใช้มีดแกะสลักบากเป็นร่อง แล้วกรีดเป็นกลีบดอกปลายแหลมโดยรอบ จึงปาดเนื้อใต้กลีบออก เพื่อให้เห็นกลีบดอกชัดขึ้น



ส้มตำ
ส้มตำ เป็นอาหารคาวของไทยอย่างหนึ่ง มีต้นกำเนิดไม่แน่ชัดโดยน่าจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทยและ ประเทศลาว ส่วนมากจะทำโดยนำมะละกอดิบที่ขูดเป็นเส้น มาตำในครกกับ มะเขือเทศลูกเล็ก ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง พริก และกระเทียม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ปูดองหรือปลาร้า ให้มีรสเปรี้ยว เผ็ด และออกเค็มเล็กน้อย นิยมกินกับข้าวเหนียวและไก่ย่าง โดยมีผักสด เช่น กะหล่ำปลี หรือถั่วฝักยาว เป็นเครื่องเคียง
ร้านที่ขายส้มตำ มักจะมีอาหารอีสานอย่างอื่นขายร่วมด้วย เช่น ซุปหน่อไม้ ลาบ ก้อย น้ำตก ไก่ย่าง ข้าวเหนียว เป็นต้น
ส้มตำแบบต่างๆ
- ส้มตำไทย ไม่ใส่ปูและปลาร้า แต่ใส่กุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่วแทน รสชาติออกหวานและเปรี้ยวนำ บางถิ่นอาจใส่ปูดองเค็มด้วย เรียกว่า ส้มตำไทยใส่ปู
- ส้มตำปู ใส่ปูเค็มแทนกุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่ว รสชาติออกเค็มนำ
- ส้มตำปลาร้า ใส่ปลาร้าแทนกุ้งแห้ง นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน
- ตำซั่ว ใส่ทั้งเส้นขนมจีนและเส้นมะละกอ นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน
- ตำป่า ใส่ผักหลายชนิด เช่น ผักกระเฉด ผักกาดดอง ปลากรอบ ถั่วลิสง ถั่วงอก ถั่วฝักยาว รวมถึงหอยแมลงภู่ จะนิยมรับประทานในภาคอีสาน
- ตำโคราช ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและส้มตำปลาร้า คือใส่ทั้งกุ้งและปลาร้า
- ส้มตำไข่เค็ม ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและไข่เค็ม ไม่ใส่ปูดอง ทำให้ส้มตำมีน้ำข้น รสชาติกลมกล่อมพอดี เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบส้มตำเผ็ดจัด
นอกจากนี้ ยังมีบางที่ นำเอาผักหรือผลไม้ดิบ อย่างเช่น มะม่วงดิบใส่แทนมะละกอดิบ เรียกว่า "ตำมะม่วง," กล้วยดิบเรียกว่า "ตำกล้วย," แตงกวา เรียกว่า "ตำแตง," ถั่วฝักยาวเรียกว่า "ตำถั่ว," และ แครอทดิบเป็นต้น ถ้าใช้ผลไม้หลายๆ อย่างเรียกว่า ตำผลไม้
นอกจากนี้ยังมีการใส่วัตถุดิบอย่างอื่นลงไป เช่น ใส่ปูม้าเรียกว่า ส้มตำปูม้า ใส่หอยดองเรียกว่า ส้มตำหอยดอง
การแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์โดยทั่วไป นิยมใช้ เผือก มันเทศ ฟักทอง หรือมะละกอ แกะสลักลวดลายสัตว์ เช่น ปลาเงิน ปลาทอง จากมันเทศ ที่เมื่อแกะสลักเสร็จแล้วนำไปเชื่อม เพื่อเป็นของหวาน นอกจากนี้ยังสามารถแกะสลักจากมะละกอสุกแต่ไม่นิ่มแกะเป็นปลาคราฟก็ได้การแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์นี้มีความจำเป็นจะต้องละเอียดอ่อน ตั้งแต่การเลือกชนิดของผักและผลไม้ เช่น การใช้มะละกอ แกะสลักเป็นตัวปลา ควรเลือกมะละกอพันธุ์โกโก้นำมาแกะสลักเป็นตัวปลา เพราะมีช่องว่างภายในผลกว้าง ความแน่นของเนื้อน้อยกว่าพันธุ์แขกดำ ที่เหมาะสำหรับนำมาแกะสลักเป็นดอกไม้ต่าง ๆ เพราะพันธุ์นี้มีเนื้อแน่นช่องว่างภายในแคบ เมล็ดน้อยเหมาะที่จะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม (ชลลดา, 2542 : 324)
หลักการแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์
หลักการแกะสลักผักและผลไม้เป็นตัวสัตว์ก็คล้าย ๆ กับการแกะสลักผักและผลไม้เป็นใบไม้และดอกที่กล่าวมาแล้วในครั้งที่ 3 และ 4 โดยมีลำดับขั้นดังต่อไปนี้
1. เลือกผักหรือผลไม้ที่จะนำมาแกะสลักเป็นตัวสัตว์ให้เหมาะสมกับตัวสัตว์ที่จะแกะ ตามวิธีการเลือกผักและผลไม้เพื่อการแกะสลัก
2. ล้างผักหรือผลไม้ให้สะอาดปอกเปลือกเพียงบาง ๆ เพื่อไม่ให้เสียเนื้อของผักและผลไม้ในส่วนที่จะแกะสลัก
3. ร่างรูปสัตว์ที่จะทำการแกะสลักให้มีรายละเอียดที่จำเป็นให้ครบถ้วน
4. ฉลุให้เป็นตัวสัตว์โดยเกลาให้เกลี้ยง เซาะร่องต่าง ๆ ตามลวดลายที่ร่างไว้ให้ครบถ้วน
เครื่องมือ และอุปกรณ์
1. มีดแกะสลัก 1 เล่ม
2. มีดบาง 1 เล่ม
3. ภาชนะสำหรับใส่น้ำ
4. ถาด
5. กล่องหรือถุงพลาสติกสำหรับใส่ชิ้นงานที่แกะสลัก
6. ผ้าเช็ดมือ
วัสดุ
1. แครอทหัวใหญ่ ๆ 1 หัว
2. หัวผักกาดขาว 1 หัว
3. มันฝรั่งหัวใหญ่ 1 หัว
5.1 การแกะสลักเป็นหัวแครอทเป็นปลาทอง
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักหัวแครอทเป็นปลาทอง
1. ตัดหัวแครอทจากขั้วยาวประมาณ 4 นิ้ว ปอกเปลือกและเกลาให้เกลี้ยง
2. เซาะร่องแบ่งระหว่างลำตัวกับหางส่วนลำตัวประมาณ 1 ? นิ้ว ส่วนหาง 2 ? นิ้ว แต่งครีบหลังปลา
3. เกลาลำตัวปลาให้เป็นรูปอ้วนกลม
4. แต่งส่วนหัวและปาก คว้านส่วนเนื้ออยู่ในปากออก
5. มีดแกะสลักเซาะหางให้เป็นริ้ว ๆ กรีดและคว้านเนื้อส่วนหางออก เพื่อให้ดูบางเบา
6. มีดแกะสลัก เซาะตามลำตัวให้ดูเหมือนเกล็ดปลา
7. แต่งครีบหลังให้เป็นริ้ว ๆ
8. ตัดแครอทเป็นชิ้นกลม ๆ แล้วหาเมล็ดพืชมาติดเป็นตา
5.2 การแกะสลักหัวผัดกาดขาวเป็นนกกระยาง
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักหัวผัดกาดขาวเป็นนกกระยาง
1. เลือกหัวผักกาดที่มีผลโค้ง เพื่อจะได้แต่งให้เข้ากับรูปร่างนก
2. แต่งส่วนลำคอ และส่วนหาง
3. เกลาลำคอ ลำตัว
4. เจาะด้านข้างท้งซ้ายขวา เพื่อไว้ใส่ปีก
5. การวางปีกอยู่ที่ความต้องการว่าจะวางรูปแบบอย่างไร
6. แต่งปากนกด้วยพริก และตาด้วยเมล็ดพืช
5.3 การแกะสลักมันฝรั่งเป็นนก
ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติการแกะสลักมันฝรั่งเป็นนก
1. ล้างมันฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกบาง ๆ แบ่งมันฝรั่งตามความยาวออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ตัว และหาง
2. บากตรงส่วนคอ และหางให้ยาวแบนเกลา ส่วนคอไปหาลำตัวจนถึงหาง
3. ตกแต่งหัว ลำตัว และปีกให้ได้รูปทรงก่อน
4. แต่งลำตัว ปีก โดยใช้มีดปาดเซาะใต้ปีกให้เด่นขึ้น
5. ใช้มีดแกะสลักเซาะเป็นร่องปีก เริ่มแกะลายดอกข่า หรือดอกรักเร่ลงบนตัวนก เริ่มจากหลังนกก่อน
6. ตกแต่งปากด้วยพริกชี้ฟ้าแดง หรือใช้แครอทฝานบาง ๆ ส่วนตาใช้เมล็ดมะละกอหรือเข็มหมุดสีแดงก็ได้
ตัวอย่าง
มะม่วงวิจิตร
วัสดุ มะม่วงดิบ 1 ลูก
อุปกรณ์ 1) มีดแกะสลัก 1 เล่ม
2) มีดปลายแหลม 1 เล่ม
วิธีทำ
1. ล้างมะม่วงให้สะอาด ใช้มีดแกะสลักกรีดตรงขั้ว แบ่งเป็น 5 กลีบ
2. ทำใบระหว่างกลีบโดยใช้มีดแกะสลักเซาะเป็นร่องลึกรอบผล
3. ปอกเปลือกมะม่วงที่เหลือออกให้หมด 4. ทำกลีบดอกให้รอบใบ โดยใช้มีดแกะสลักบากเป็นร่อง แล้วกรีดเป็นกลีบดอกปลายแหลมโดยรอบ จึงปาดเนื้อใต้กลีบออก เพื่อให้เห็นกลีบดอกชัดขึ้น
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
เรื่องกล้วยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ประวัติกล้วย
กล้วยประเทศไทย นั้น เดิมเป็นกล้วยป่าต่อมาได้มีการนำเข้ากล้วยตานี และกล้วยชนิดอื่น ในช่วงที่มีการอพยพของคนำทยในการตั้งถิ่นฐาน
อยู่ที่จังหวัดสุโขทัย มีเอกสารเขียนโดย เดอ ลาลูแบร์ (1963) กล่าวว่า ในสมัยอยุธยาที่เขาได้เดินทางมาเขาพบว่ามีกล้วยร้อยหวี และในปี ค.ศ. 2484 เป็นต้นมา ได้มีการรวบรวมพันธุ์กล้วยไว้บ้างในบางช่วง และสูญหายไป ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รวลรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันการปลูกกล้วยในประเทศไทย จอกจากจะปลูกเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว ยังส่งกล้วยหอมทองไปขายยัง ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกงและยุโรป แต่ปริมาณการส่งออกลดลงทุกปี ๆ เพราะคุณภาพของกล้วยหอมทองไม่เหมาะในการส่งออกต่างประเทศเนื่อง จากสุกง่ายและเปลือกบาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำได้ทำการศึกษาถึงสายพันธุ์กล้วยซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศพบว่า ประเทศไทยสามารถ ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชได้ดี
กล้วยประเทศไทย นั้น เดิมเป็นกล้วยป่าต่อมาได้มีการนำเข้ากล้วยตานี และกล้วยชนิดอื่น ในช่วงที่มีการอพยพของคนำทยในการตั้งถิ่นฐาน
อยู่ที่จังหวัดสุโขทัย มีเอกสารเขียนโดย เดอ ลาลูแบร์ (1963) กล่าวว่า ในสมัยอยุธยาที่เขาได้เดินทางมาเขาพบว่ามีกล้วยร้อยหวี และในปี ค.ศ. 2484 เป็นต้นมา ได้มีการรวบรวมพันธุ์กล้วยไว้บ้างในบางช่วง และสูญหายไป ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รวลรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันการปลูกกล้วยในประเทศไทย จอกจากจะปลูกเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว ยังส่งกล้วยหอมทองไปขายยัง ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกงและยุโรป แต่ปริมาณการส่งออกลดลงทุกปี ๆ เพราะคุณภาพของกล้วยหอมทองไม่เหมาะในการส่งออกต่างประเทศเนื่อง จากสุกง่ายและเปลือกบาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำได้ทำการศึกษาถึงสายพันธุ์กล้วยซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศพบว่า ประเทศไทยสามารถ ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชได้ดี
| ¡กล้วยไข่ , กล้วยใต้ , กล้วยส้ม กล้วยหอม , กล้วยนาก ,กล้วยน้ำว้า , กล้วยเล็บมือนาง , กล้วยหอมจันทร์ , กล้วยหักมุก , กล้วยมณีอ่อง | |
| ประเภทใบ และ ประเภทลูก |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




